Previous slide
Next slide

เลเซอร์หน้าใส

เลเซอร์หน้าใส เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ มากเพราะทำให้ผิวใสได้เร็ว แต่ก่อนนวัตกรรมเลเซอร์ผิวยังมีไม่มาก การทำเลเซอร์บางรุ่นทำให้ผิวตกสะเก็ด หน้าลอก ในปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีเลเซอร์ถูกพัฒนาให้อ่อนโยนต่อผิวมากขึ้น สามารถทำได้ต่อเนื่องโดยไม่ทำให้หน้าบาง รวมถึงมีโหมดหลากหลาย เฉพาะเจาะจงปัญหาผิว แก้ไขปัญหาเม็ดสีได้อย่างชัดเจน สำหรับคนไข้ที่ลังเลว่า ทำเลเซอร์หน้าใสตัวไหนดี? ทำแล้วหน้าบางมั้ย? กี่ครั้งเห็นผล และราคาเท่าไหร่? บทความนี้มีคำตอบค่ะ

อ่านหัวข้ออื่นๆเพิ่มเติม

เลเซอร์หน้าใส คืออะไร?

เลเซอร์หน้าใส คือ การเลเซอร์ใบหน้าเพื่อให้เซลล์ผิวเก่าผลัดได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่เผยผิวใสขึ้น โดยเลเซอร์จะจับกับเม็ดสีเมลานิน ของผิวโดยไม่ทำลายผิวบริเวณด้านข้างอื่นๆ หลังทำเลเซอร์ไปแล้ว จำเป็นต้องเลี่ยงแดดซึ่งเป็นตัวการทำให้ผิวหมองคล้ำลงนั่นเอง

ซึ่งเลเซอร์ที่นิยมใช้ในการแก้ไขจุดต่างๆบนใบหน้าที่นิยมกันในปัจจุบัน จะเป็นกลุ่ม Q-Switch / ND-Yag / Fractional  ซึ่งเลเซอร์เหล่านี้ เน้นจัดการกลุ่มเม็ดสี รอยดำสิว กระ ฝ้า และกระชับรูขุมขน หลังการยิงเลเซอร์ใบหน้าจะแดง ผิวลอกและตกสะเก็ด ในตอนนี้ Dual Yellow Laser เป็นนวัตกรรมเลเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวตกสะเก็ด และทำงานได้ดีในรอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสสีผิวสม่ำเสมอขึ้น

เลเซอร์หน้าใส ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

สามารถช่วย ลดรอยแดง รอยดำ และลดการอักเสบที่เกิดจากสิว รวมถึงการช่วยลดริ้วรอยเล็กๆบนใบหน้าให้ดูจางลง ลดขนาดรูขุมขนให้กระชับขึ้น และปรับเม็ดสีผิวให้สม่ำเสมอส่งผลให้ผิวพรรณบนใบหน้าดูกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น

ซึ่งโดยปกติแล้ว ผิวคนเราสามารถผลัดเองได้ในทุกๆ 4-6 สัปดาห์ แต่เลเซอร์ผิวใสจะช่วยทำให้ผิวสามารถผลัดเซลล์ผิวได้เร็วขึ้น ช่วยเผยผิวใส ทำให้หน้าไม่หมองคล้ำ ดังนั้น การทำเลเซอร์หน้าใสจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผิวพรรณเพราะให้ผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันรวดเร็ว 

การทำเลเซอร์หน้าใส มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันในท้องตลาด เครื่องเลเซอร์หน้าใสมีอยู่หลายแบบด้วยกัน แต่ละแบบจะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องเลเซอร์หน้าแต่ละแบบนั้นช่วยในเรื่องใดบ้าง?

1. Q-Switched Laser

การทำงาน: (ความยาวคลื่นแสง 532 และ 1064 นาโนเมตร) เครื่องจะปล่อยพลังงานออกมาเพื่อทำให้เม็ดสีแตกตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ความยาวคลื่นสั้นและกระจายทำให้ผิวลอก ตกสะเก็ดหลังการเลเซอร์ เน้นยิงเฉพาะจุดเพื่อลดรอยดำ กระ ฝ้า และกระชับรูขุมขน ขึ้นกับการตั้งค่าของผู้เชี่ยวชาญ

ข้อเสีย: ผิวลอกตกสะเก็ดหลังการทำมากกว่าเลเซอร์ประเภทอื่นๆ

2. Fractional Co2 Laser

การทำงาน: เครื่องจะปล่อยลำแสงออกมาในลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ หลายจุดเรียงกันเป็นตาราง มีความแม่นยำสูงสามารถลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกได้ดี เหมาะสำหรับการกระตุ้นหลุมสิว กระชับรูขุมขน เป็นการเลเซอร์เฉพาะจุดต้องทำบ่อยๆเพื่อให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงชัดเจน

ข้อเสีย: หลังเลเซอร์ผิวจะลอกตกสะเก็ด หรือผิวอาจไหม้แดงได้ ไม่เหมาะสำหรับคนไข้ทีต้องทำงานกลางแจ้งเพราะเสี่ยงผิวไหม้หลังเลเซอร์

3. E-Matrix Laser

การทำงาน: เครื่องจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เพื่อให้เกิดแผลบริเวณใบหน้า ทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจน และสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาทดแทน เน้นเลเซอร์เพื่อกระตุ้นหลุมสิวให้ตื้นขึ้น

ข้อเสีย: ผิวลอกตกสะเก็ดค่อยข้างเยอะ เพราะต้องทำให้ผิวเกิดบาดแผลเพื่อกระตุ้นผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่หลุมสิว ต้องทำมากกว่า 3-4 ครั้งต่อเนื่องหลุมผิวจะดูตื้นขึ้น ทั้งนี้ขึ้นว่าคอลลาเจนใต้ชั้นผิวถูกกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหน

4. IPL laser (ย่อมาจาก Intense pulse light)

การทำงาน: เป็นลำแสงคลื่นกว้างขนาด 500-1,200 นาโนเมตร สามารถลดปริมาณเม็ดสีผิวเมลานินและกำจัดขนได้ เครื่องเลเซอร์ค่อนข้างอ่อนโยนต่อผิว ลงไม่ลึกถึงชั้นผิวในสุด ทำให้ผลลัพธ์หลังการทำไม่เห็นผลเปลี่ยนแปลงชัดเจนนัก แต่เป็นที่นิยมใช้เพราะราคาไม่สูง สามารถทำได้หลายครั้ง สำหรับไอพีแอลนี้มีเครื่องขนาดพกพาที่สามารถทำได้เองที่บ้านด้วย

ข้อเสีย: ต้องทำบ่อยครั้ง จำนวนความถี่ในการทำคือ ทุก 2-3 สัปดาห์ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6-7 ครั้งจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเรื่องเม็ดสีผิวที่กระจ่างใสขึ้น

5. Dual Yellow Laser

การทำงาน: เป็นเครื่องที่ใช้การผสมผสานระหว่างแสงเลเซอร์สีเหลืองและแสงสีเขียว ทำให้สามารถรักษารอยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากเลเซอร์ตัวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด คือ มีความอ่อนโยนต่อผิวหน้า เน้นการทำงานเฉพาะจุด จึงไม่ทำให้เกิดการทำลายชั้นผิว ทำให้สามารถแต่งหน้าหรือออกงาน ภายหลังจากเข้ารับการรักษาได้ในทันที เหมาะสำหรับรอยแดงจากสิว รอยแดงจากเส้นเลือด และรอยดำจากสิว เป็นเลเซอร์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว สามารถยิงได้ทั่วใบหน้าให้ผิวหน้ามีสีผิวกระจ่างใสสม่ำเสมอ

ข้อเสีย: ไม่เหมาะกับรอยฝ้า กระ รอยดำลึก อาจต้องทำหลายครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดี

จะเห็นได้ว่า เลเซอร์ส่วนใหญ่นั้นอาจทำให้หน้าแดงหรือลอกตกสะเก็ด แต่ด้วยความมหัศจรรย์ของแสดงสีเหลืองและแสงสีเขียวใน Dual Yellow Laser จึงไม่ทำลายชั้นผิว และไม่ต้องรอให้หน้าตกสะเก็ดเหมือนเครื่องเลเซอร์ชนิดอื่นๆ

เลเซอร์หน้าใส เว้นกี่วัน ต้องทำบ่อยไหม?

หลายคนมีความกังวลว่าเลเซอร์หน้าใสบ่อยๆ ผิวหน้าเราจะโดนความร้อนทำให้ผิวบางลงมีผลเสียต่อผิวในระยะยาว แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เลเซอร์หน้าใสมีการพัฒนาพลังงานและ โหมดการใช้งานที่หลากหลาย เครื่องเลเซอร์หนึ่งรุ่นสามารถปรับการใช้งานได้หลายโหมดขึ้นกับความต้องการในการแก้ไขปัญหาผิวนั้นๆ

ยกตัวอย่าง เช่น โหมดลดการสร้างเม็ดสี พลังงานเลเซอร์จะพุ่งเป้าไปที่การลดเม็ดสีเมลานินในบริเวณผิวที่มีรอยคล้ำ รอยดำ โดยจะไม่ไปรบกวนผิวบริเวณโดยรอบ ทำให้การเลเซอร์ผิวสามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดมากกว่าการทาครีมหรือทรีตเม้นท์อื่นๆ นั่นเอง ซึ่งปกติแล้วเซลล์ผิวของเราจะผลัดเซลล์ทุก 3-4 สัปดาห์อยู่แล้ว แพทย์ผิวหนังจะแนะนำให้ทำเลเซอร์ผิวโดยเว้นระยะอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์เช่นกันเพื่อให้การผลัดเซลล์ผิวของเรายังเป็นไปอย่างธรรมชาตินั่นเองค่ะ

การเลเซอร์หน้าใส มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร?

ข้อดีของการทำเลเซอร์หน้าใส

  • แก้ไขปัญหาผิวหน้าคล้ำได้อย่างตรงจุด
  • ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอกันทั่วใบหน้า
  • เห็นผลชัดและเร็วมากกว่าการทาครีมหรือทรีตเม้นท์ทั่วไป
  • สามารถแก้ไขปัญหารอยคล้ำหรือรอยดำ รอยแดงเฉพาะจุดได้
  • การเลเซอร์ยังช่วยทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้นเนื่องจากมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
  • เครื่องเลเซอร์หน้าใส Dual Yellow ไม่ทำให้ผิวลอกหรือตกสะเก็ด ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องพักฟื้นหลังการเลเซอร์

ข้อเสียของการทำเลเซอร์หน้าใส

  • ค่าใช้จ่ายในการทำแต่ละครั้งค่อนข้างสูง
  • การทำเลเซอร์จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง
  • จำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกพลังงานคลื่นเลเซอร์ที่เหมาะสมกับปัญหาผิวนั้นๆ
  • อาจมีความรู้สึกร้อนร้อนหรือแสบผิวขณะทำแต่เป็นความรู้สึกที่ทนได้ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ

ขั้นตอนการทำ

แพทย์จะเช็ดทำความสะอาดผิวหนังและใช้เจลเย็นหรือยาชาชนิดทาทาลงบนผิวบริเวณที่จะยิงแสง IPL ประมาณ 30-60 นาที การทำ IPL ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดและบริเวณที่รักษา 

ควรทำบ่อยแค่ไหน?

ควรทำทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน โดยควรทำต่อเนื่องประมาณ 5 ครั้ง

ผลข้างเคียงจากการทำ IPL

การทำ IPL จะทำให้เกิดรอยแดงและบวมที่ผิวหนังได้เล็กน้อย ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปภายใน 1-2 วัน ผิวหนังบริเวณที่ถูกแสงจะเกิดอาการแดง ผิวลอก และรู้สึกปวดเล็กน้อย โดยประมาณ 2-3 วันหลังรับการรักษา จะมีตุ่มน้ำใสๆ ในบางรายอาจจะมีสีของผิวหนังเข้มขึ้นได้ แต่สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมทากันแดด เป็นต้น

การดูแลรักษาผิวหลังทำเลเซอร์

การใช้เลเซอร์หน้าใสในบางรายอาจจะทำให้ผิวมีสีเข้มขึ้น แต่สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมทากันแดดนั่นเอง

รีวิว เลเซอร์หน้าใส

APEX Clear เรามีเครื่องมือเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาที่หลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญยังได้การรับรองมาตรฐานระดับโลกอีกด้วยค่ะ    

สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ Apex Medical Center ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองค่ะ